นิราศลงกา ยักษา วานร และเรื่องเล่า

โดย ธัญสก (www.thaiindie.com)
มิวสิควิดีโอซิงเกิ้ลเปิดตัว ซึ่งfeaturingกับ ตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า โดยศิลปินนาม Yaak Lab อัพโหลดให้ดูบนยูทูบ ซึ่งเจ้าตัวเองอธิบายว่า “เล่าต้นกำเนิดชนเผ่า Yaak ผู้สืบสายจากยักษ์ ด้วยรูปลักษณ์ประหลาดน่ากลัว และถูกเหล่าวานรยุยง เพราะละโมบหวังครองแดนศักดิ์สิทธิ์ อวสานเผ่า Yaak ทำให้ต้องซ่อนเร้นใต้เงามืดอีกนับล้านปี…หากแต่นั่นยังมิใช่ตอบจบ พวกเขายังคงรอคอยเวลา เพื่อมาทวงดินแดนและความยุติธรรมกลับคืน”
นิราศ-จาก พราก ไปจาก แต่นิราศอาจหมายถึงงานประพันธ์ที่พรรณนาถึงเหตุการณ์ตามลำดับ ซึ่งแสดงอารมณ์ความรู้สึกเชื่อมโยงกับเหตุการณ์นั้นๆ โดยอาจมิได้เดินทาง หรือพลัดพรากก็ได้ด้วย ลงกา-เมืองยักษ์ของทศกัณฑ์ หนึ่งในยักษ์ทวารบาลข้างประตูวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งตามตำนานเชื่อว่าชาติก่อน ทศกัณฑ์เคยเป็นยักษ์ล้างเท้าชื่อ นนทก

ตามตำนานเมื่อนนทกก้มหัวล้างเท้าให้บรรดาเทวดา มักโดนลูบหัวตบเล่นจนล้านเลี่ยน นนทกเจ็บแค้นจึงขอนิ้วเพชรจากอิศวร มาชี้นิ้วจนเทวดาตายเป็นเบือ นารายณ์จึงมาช่วยปราบ โดยจำแลงเป็นอัปสร นนทกเห็นก็เข้าเกี้ยว อัปสรใช่เล่ห์กลเสแสร้งจนนนทกเผลอชี้นิ้วไปที่ขาตัวเอง อัปสรจึงแปลงร่างกลับ เป็นนารายณ์ขึ้นเหยียบอก ก่อนตายนนทกบ่นน้อยใจ ว่าที่แพ้เพราะนารายณ์มีหลายมือ นารายณ์จึงให้คำสัตย์ว่า หากนนทกเกิดใหม่ จะมีสิบหัวยี่สิบมือ และมีอาวุธครบทุกมือส่วนนารายณ์จะไปเกิดเป็นมนุษย์สองตีน ตามฆ่านนทกทุกชาติไป!

ทศกัณฑ์เป็นยักษ์รูปงาม นิสัยเจ้าชู้ ด้วยความเจ้าชู้ยักษ์จึงไปลักสีดาภรรยาพระราม เป็นเหตุให้เกิดสงคราม จนญาติมิตรฝ่ายยักษ์ล้มตายมากมาย ส่วนพระรามคือปางที่7ของนารายณ์ รามาวตารมาเพื่อฆ่านนทกตามที่เคยให้สัตย์ไว้
ว่ากันว่า อสุระ หรือยักษ์ เป็นตัวแทนของ พวกทมิฬ ทัสยุ หรือ ดราวิเดียน ชนผิวดำผมหยิกทางตอนใต้ ส่วน เทวดา คือ พวกอารยัน อริยกะ ผิวขาว สูงใหญ่ จมูกโด่ง ตอนเหนือ ซึ่งแท้จริงแล้วตามประวัติศาสตร์ ดราวิเดียนคือชนพื้นเมือง เจ้าของดินแดนชมพูทวีป ก่อนพวกอารยัน ซึ่งแต่เดิมมาจากแถบทะเลสาปแคสเปียน บางพวกอพยพไปยุโรป บางพวกไปเปอร์เชีย บางพวกก็ผ่านอัฟกานิสถานเคลื่อนข้ามเทือกเขาไทเบอร์มายังอินเดีย มาถึงก็ไล่ฆ่าพวกดราวิเดียนจนถอยร่นไปทางใต้เรื่อยๆ

พวกอารยันนี้เอง ที่สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ ด้วยการประกาศอ้างศาสนาว่า พระเจ้าแบ่งมนุษย์เป็นวรรณะ เพื่อไม่ให้กรรมกรสะเออะเผยอขึ้นเป็นนาย ไม่งั้นพระเจ้าจะลงโทษถึงตายทั้งโคตรเหง้า ซึ่งพวกดราวิเดียนก็ต้องยอมรับกฎนี้มานานนับศตวรรษ จนเมื่อเกือบร้อยปีที่ผ่านมา ดราวิเดียนบางคนจึงเริ่มคิดได้ว่า วรรณะเป็นเครื่องขังให้เป็นทาส พวกวรรณะสูงไม่ต้องทำงานหนัก บ้างก็เป็นนักบวชสวดมนต์ เป็นพ่อค้า เป็นผู้สามารถเข้าถึงพระเจ้า แต่พวกเขาเป็นได้แค่ชนชั้นต่ำ ทำงานหนักแทบตายก็ยังไม่วายถูกดูแคลน
จนต้นคริสตวรรษที่ 20 ชาวใต้จึงแบ่งเหลือแค่ 2 วรรณะ คือ พวกพราหมณ์ และ ไม่ใช่พราหมณ์ เพราะเอาเข้าจริง พวกพราหมณ์ก็คืออารยันที่เข้าครอบงำคนพื้นเมืองด้วยศาสนา และพวกอารยันนี่เอง ที่สร้างเทวดาให้ประชาชนนับถือกราบไหว้ ผ่านวรรรกรรมคัมภีร์ทางศาสนา โดยอ้างการได้ยินนิมิตจากพระเจ้า

ถึงตรงนี้ขอย้อนกลับไป เมื่อพวกอารยันอพยพมาใหม่ ๆนั้น สายที่เข้าไปทางเปอร์เซียหรืออิหร่านในปัจจุบัน พวกเขามีศาสนาของตัวเอง ที่เรียกว่า โซโรอัสเตอร์(ก่อนที่จะเปลี่ยนไปนับถือศาสนากรีก และอิสลามในภายหลัง) ซึ่งเนื้อหาในคัมภีร์อเวสตะ ของแขกเปอร์เซียนี้ คล้ายคลึงกับคัมภีร์พระเวทในอินเดีย แต่เรียกได้ว่ากลับหัวหางพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินกันเลยทีเดียว
กล่าวคือในพระเวท อันเป็นรากฐานระเบียบพิธีพราหมณ์อย่างที่บ้านเราเชื่อกัน จนพุทธะกับไสยะไม่อาจแยก กระทั่งมีคติความเชื่อว่า พระมหากษัตริย์ เป็นพระนารายณ์อวตาร นามกษัตริย์จึงมีคำว่า ราม หรือพระพุทธเจ้าเป็นอีกปางหนึ่งด้วยเช่นกัน กลุ่มนี้จะเชื่อว่า พวกเทพมีพระอินทร์เป็นบดี(หัวหน้า) ขับเคี่ยวกับอสูรเสมอมา ทั้งที่ทั้งเทพและอสูรเป็นพี่น้องร่วมชนก(พ่อ)เดียวกัน คือเป็นเหล่ากอพระกัศยปปชาบดี แต่ต่างมารดา พวกเทพเกิดแต่นางอทิติ ส่วนพวกอสูรเกิดจากนางทิติและนางทนะ

พวกเทพมีจิตใจดี ชอบเสวยน้ำเมาทำจากไม้เรียกว่า โสม ผิดกับพวกอสูร ที่ใจบาปหยาบช้า แต่ไม่ดื่มน้ำเมา แต่เรื่องเล่าในคัมภีร์อเวสตะ เรียกพวกที่ใจดี สูงใหญ่ว่าอสุระ(หากออกเสียงตามพวกปาร์ชี จะอ่านว่า อหุระ เพราะเสียงส. จะถูกเปลี่ยนเป็นห.เช่น สินธุ เป็น หินดู หรือ ฮินดู อสัม เป็น อหม หรือ อาหม) และเรียกพวกใจบาปหยาบช้าว่าเทวะ ซึ่งมีหัวหน้าชื่อพระอินทร์ เป็นนักเลงขี้เมา จนเกิดคติว่าถ้าจะสังเวยพระอินทร์ อะไรไม่โปรดยิ่งไปกว่าโสม จนมีพิธีกรรมเรียกว่า โสมยชัญ และเมื่อเสวยแล้วองค์อินทร์(ในคัมภีร์อเวสตะ) มักคุยโม้โอ้อวดระรานเขาไปทั่ว
ต้นเหตุที่แต่เดิมต้องแยกกันไปเป็นพวกเปอร์ซี และอารยัน ก็มีเรื่องเล่าที่ต่างกันไป แต่ที่พอน่าจะฟังได้ คงเกิดด้วยอสูรซึ่งเป็นบรรพบุรุษของพวกเปอร์ซีนั้นไม่ชอบนิสัยขี้เมาเป็นพาลของพวกเทพ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของพวกอารยัน จึงเกิดเป็นศัตรูสู้รบที่เรียกกันว่า เทวาสุระสงคราม ที่ได้กล่าวว่าดาวดึงส์อันเป็นที่สถิตของเทวดานั้น เดิมทีเป็นพิภพของอสุระ พระอินทร์ซึ่งเป็นหัวหน้าเห็นว่าสถานที่นั้นเหมาะจะเป็นที่อยู่ของเทวะมากกว่า จึงแย่งโดยอุบายมอมเหล้าพวกอสุระจนมึนเมา แล้วช่วยกันจับข้อเท้าอสุระฟาดพุ่งลงมหาสมุทร ไปตกในบาดาลใต้เขาพระสุเมรุ ซึ่งต่อมากลายเป็นที่อยู่ของพวกอสูร แต่ในเรื่องเล่ากลับเป็นที่สนุกสนานปานสวรรค์ไม่ได้ต่างจากดาวดึงส์สักเท่าไร ผิดก็แต่เบื้องตีนเขานั้นไม่มีปาริชาติ ซึ่งส่งกลิ่นหอม ทำให้ระลึกชาติได้เมื่ออยู่ใต้ร่ม อย่างที่ดาวดึงส์มี เป็นเหตุให้ต้องทำสงครามระหว่างกัน และเหตุที่เรียกตัวเองว่าอสุระ เพราะเมื่อสร่างเมา ก็ตั้งสัตย์ว่าจะไม่ดื่มสุราอีกต่อไป

“ดูดูไปแล้วสมน้ำหน้า ไอ้พวกอุสราช่างจัญไร” ดูจะเป็นท่อนที่มีคนกล่าวถึงมากที่สุดในนิราศลงกา โดยเฉพาะท่อนที่ตามมากล่าวว่า “พวกเราพร้อมรึยัง ยักษ์เรามาร่วมกันปกป้องกรุงลงกา เรามันผิดตรงไหนที่เกิดเป็นอสุรา”
ผมไม่แน่ใจว่าโดยเนื้อหาของเพลงนี้ จงใจแฝงเร้นความเห็นทางการเมืองหรือไม่ แต่ด้วยสถานการณ์บ้านเมือง และการปล่อยมิวสิควิดีโอเพลงนี้ในช่วงเลือกตั้ง อดคิดไม่ได้จริง ๆ ถึงนัยยะที่เพลงนี้ต้องการจะสื่อ โดยเฉพาะเมื่อท่อนเริ่มกล่าวว่า
“โลกาถึงคราโกลาหล วานรหาญกล้ามาเล่นกล ไฟป่าลุกลามมากับสายชล เหตุผลลนลานพาลหายไป เมื่อราชธานีเกิดอาเพศ มนต์ดำเป็นเหตุให้หลับใหล หายนะมาจากอุทกภัย อัคคีบรรลัยเข้าทำลาย ไม่มีใครออกมาเพื่อกู่ร้อง ปกป้องนคราไม่ให้สูญหาย ยักษาทารกมีแต่ล้มตาย หนุมานหมายพลาญกรุงลงกา ไฟลุถึงประสาทราชฐาน ย่อยยับทรมานเป็นหนักหนา”
“อัคคีบรรลัยเข้าทำลาย…หนุมานหมายผลาญกรุงลงกา”
ยิ่งอดไม่ได้ที่จะนึกถึง 19052553 ของตุลเอง ซึ่งพร่ำบอกว่า นี่ไม่ใช่บทกวี นี่ไม่ใช่บทกวี ซ้ำไปซ้ำมา ก่อนจะสรุปความในตอนท้ายว่า “นี่คือเสียงกรีดร้องของประเทศไทย ที่ถูกไฟเหยียบย่ำด้วยน้ำมัน ในโมงยามที่ไม่มีใครไว้ใจกัน” ก็ยิ่งทำให้งงงวยกับประโยคที่ว่า “ยักษาทารกมีแต่ล้มตาย”
ว่าแต่ว่า ที่ล้มตาย ในวัน 19 05 2553 นั้น คือยักษาหรอกหรือ แล้วหนุมานทแกล้วทหารกล้าข้างกายพระรามเล่า ตุลหมายถึงใคร เมื่อตามเรื่องเล่า เขาคือผู้เผากรุงลงกา และคร่าชีวิตยักษ์ไปค่อนเมือง

ค้นยูทูบ
Yaak Lab-นิราศลงกา
19052553-ตุล ไวฑูรเกียรติ
บทความจากคอลัมน์ หนังฝั่งตะวันออก นิตยสารไบโอสโคป ฉบับ 117 สิงหาคม 2011
