THUNSKA PANSITTIVORAKUL

The Terrorists: เรือนร่างและการก่อการร้าย เขียนโดย วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา

ภาพเริ่มต้นจากการจ้องมองเด็กหนุ่ม ๓ คนบนเรือหาปลากลางทะเล เด็กหนุ่มผิวเข้ม ๒ คนน่าจะเป็นลูกเรือ ส่วนคนผิวผุดผาดผมยาวเคลียไหล่คล้ายติดมาเที่ยวตกหมึกด้วย กล้องแอบจ้องมองบทสนทนาสัพเพเหระภาษาใต้ ก่อนจะลอบมองดู “ปลาเล็กปลาน้อย” ที่ลากอวนมาได้ ตามด้วยภาพชายที่ถูกมัดมือเท้าแล้วถูกทารุณกรรมทางเพศในห้องมืด กล้องเลื่อนไหลไปจับภาพสวนยางแลแรงงานพม่ากับบัตรประชาชนเจ้าปัญหา ภาพเปลือยกลางป่าของเด็กหนุ่ม ตัดสลับภาพเหตุการณ์สลายการชุมนุม คล้อยเคลื่อนไปจับภาพชายหนุ่มเปลือยกายหลับอาบแดดอุ่น คลอไปกับข้อความเล่าเรื่องความรักของมอแกนหนุ่มกับคนไทยไม่ระบุเพศซึ่งน่าจะลงเอยอย่างเศร้าสร้อย ภาพเด็กหนุ่มเดินอยู่ในอะควาเรียมที่มีปลาหมึกยักษ์เรืองแสงชวนสะพรึง ภาพการสำเร็จความใคร่บนตึกที่เปิดหน้าต่างมองเห็นรถไฟฟ้าแล่นผ่าน ถูกเล่าคลอไปกับข้อความความทรงจำส่วนบุคคลของผู้เล่ากับแม่หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ ตัดสลับกับเรื่องเล่าเกี่ยวกับนักศึกษาคนหนึ่งที่เสียชีวิตในการสังหารหมู่นั้น ก่อนจะปิดท้ายด้วยฟุตเตจจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปีที่ผ่านมา

I

นี่คือภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ ธัญสก พันสิทธิวรกุล ศิลปินรางวัลศิลปาธร หนึ่งในผู้กำกับหนังไทยนอกกระแสที่มีชื่อเสียงในวงการภาพยนตร์โลก (และประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับคนอื่นๆ คือภาพยนตร์ของเขาโดนห้ามฉายและไม่เป็นที่สนใจในบ้านเกิดเมืองนอน) ธัญสกทำหนังเรื่องนี้เพื่ออุทิศให้แก่บรรดาผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บล้มตายในเหตุการณ์ “กระชับพื้นที่” ครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศที่จบลงด้วยการ “เผาบ้านเผาเมือง” สำหรับการรับรู้หนึ่ง หรือการ “สังหารหมู่กลางเมือง” ในอีกการรับรู้หนึ่ง 

I

เหตุการณ์ทางการเมืองในอดีต เรื่องเล่าวรรณกรรม ภาพชีวิตของผู้คนระดับใต้ถุนสังคม ความทรงจำและภาพการต่อสู้ทางการเมือง ถูกตัดปะอย่างไม่ปะติดปะต่อหากแต่ทรงพลัง เข้ากับภาพเปลือย ลึงค์ และความหมกมุ่นทางเพศ ซึ่งเป็นเสมือนเครื่องหมายการค้า ความทรงจำส่วนบุคคล ดินแดนส่วนตัวและความสัตย์ซื่อของผู้กำกับที่มีต่อภาพยนตร์ และใน The Terrorists นี้ ธัญสกยังคงขับเน้นมุ่งมองไปยังเรือนร่างของเพศชาย ทั้งนี้เราอาจแบ่งการจ้องมองได้จากตัวผู้ถูกจ้องมอง ๒ แบบ นั่นคือการจ้องมองตัวละครที่ธัญสกสร้างขึ้น (หนุ่มผมยาวเปลือยกายเล่นน้ำตก ชายหนุ่มที่ถูกมัดมือมัดเท้า เด็กหนุ่มนอนหลับในห้องอาบแสง และเด็กหนุ่มที่สำเร็จความใคร่ ซึ่งเราจะได้กล่าวถึงต่อไป) และการจ้องมองผู้คนจริงๆ อย่างเช่นการจ้องมองเด็กหนุ่มชาวเรือและคนงานพม่าในสวนยาง

ร่างกายของความลำเค็ญ

การจ้องมองเรือนร่างของผู้คนจริงๆ ที่เปลือยครึ่งท่อนทุกข์ยากอยู่ในการงานนี้ไปเป็นรูปรอยของการประกอบสร้างความหมกมุ่นของตัวผู้กำกับเองให้ขยับฐานะขึ้นไป คล้ายคลึงกับการทำให้ผู้ถูกจ้องมองเป็นเพียง “วัตถุ” เป็นสิ่งที่ถูกกดให้ต่ำลง เป็นคนงานกึ่งเปลือยที่ถูกจ้องมองอย่างปรารถนาจะครอบครองซึ่งได้กดทับพวกเขาลง ในขณะเดียวกัน จะด้วยความบังเอิญหรือตั้งใจก็ไม่อาจทราบ เราก็ได้พบกับเรื่องส่วนตัวของพวกเขา ความยากแค้นในฐานะคนงานไร้หน้าไร้นาม ฉากสำคัญอย่างเช่นการที่ทหารแวะมาเยือนสวนยางแล้วสั่งการให้คนงานพม่าไปเอาบัตรมาให้ตรวจสอบนั้น นอกจากจะได้สร้างเรื่องเล่าของคนเล็กคนน้อยแล้วยังเป็นการสะท้อนภาพจริงของสังคมไทย เป็นการบันทึก “ปัญหาในปัจจุบันขณะ” ที่ผ่านมาปรากฏต่อหน้ากล้อง เฉกเช่นหมื่นพันปัญหาที่ปรากฏต่อคนเล็กคนน้อยจำนวนมากและหมักหมมจนนำไปสู่การลุกขึ้นมาต่อสู้โดยมีธงนำเรื่องชนชั้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

ประวัติศาสตร์ วรรณกรรม ความทรงจำ

ความขัดแย้งของเด็กหนุ่มกับพ่อ ความรักของมอแกนกับคนไทย ความทรงจำของแม่ของเขา เรื่องเล่าของประวัติศาสตร์ ๖ ตุลา ไปจนถึงภาพปัจจุบันทันด่วนของการสลายการชุมนุม ในหนังเรื่องนี้ถูกเล่าขึ้นในอาการไม่มีปี่มีขลุ่ย ในอาการที่แยกขาดจากกัน แต่อย่างถึงที่สุดมันกลับค่อยๆ ถูกร้อยเรียงเข้าหากัน เรื่องราวที่เป็นความทรงจำส่วนบุคคล ถึงที่สุดก็เป็นประวัติศาสตร์ฉบับที่ไม่เคยถูกกล่าวถึงหรือถูกกดทับไว้ เรื่องเล่าของใครคนหนึ่งอาจเป็นภาพแทนความสัมพันธ์อันแจ่มจ้าระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครอง ขณะเดียวกันประวัติศาสตร์เรื่องหนึ่งก็ถูกเล่าให้กลายเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของวรรณกรรมได้

I

เรื่องเล่าของเด็กหนุ่มตกหมึกที่เกี่ยวโยงความขัดแย้งของเขากับพ่อที่ไม่เคยเข้าใจ ไม่เคยดูแล หากเรียกร้องเอาจากเขาอย่างมหาศาล ถูกซ้อนทับเข้ากับสัญลักษณ์ที่น่าขบขันอย่างขมขื่นเมื่อเขาเองตกหมึกอยู่ในเรือหาปลาซึ่งอวนลากมาทั้งปลาเล็กปลาใหญ่ ปลาเล็กโดนคัดแยกโยนกลับลงทะเล หากแน่นอนมันเป็นเพียงสัตว์ตายลอยฟ่อง เป็นเพียงคนเล็กคนน้อย หญ้าแพรกที่แหลกลาญเมื่อช้างสารโกรธเกรี้ยว เช่นเดียวกันเรื่องราวในท่อนนี้ถูกตลบกลับหัวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เมื่อบรรดาปลาใหญ่ได้รับอิสระไปเป็นปลาตู้ในอะควาเรียม แหวกว่ายในตู้ปลารออาหารจากผู้ดูแล สงบงดงาม ในขณะเดียวกัน เด็กหนุ่มอีกคนเดินเล่นชมปลาตู้อย่างเพลิดเพลิน ต่อหน้าหุ่นจำลองหมึกขนาดยักษ์แบบเดียวกับที่เขาเคยจับ ซึ่งบัดนี้กลับเรืองแสงขึ้นกดข่มจนเขาตัวเล็กจ้อย ภาพสะท้อนกลับไปมาระหว่างพ่อ-ลูกที่แสบสันร้ายกาจยิ่ง

I

เช่นเดียวกันกับเรื่องเล่าของแม่ซึ่งพาเขาลงมาอยู่ใต้ในช่วงเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙ และเรื่องเล่าของเด็กหนุ่มที่ตายในเหตุการณ์ ๖ ตุลา เรื่องเล่าทั้งสองเรื่องสัมพัทธ์กันในฐานะกระจกขั้วตรงข้าม นั่นคือ เรื่องของแม่ หน้าที่ของความทรงจำส่วนบุคคลของการเคยเป็นคอมมิวนิสต์ ทำหน้าที่ทรงพลังยิ่งในฐานะ “หลักฐานทางประวัติศาสตร์” ของคอมมิวนิสต์ในจังหวัดทางใต้ของไทย ในขณะเดียวกัน ประวัติศาสตร์ของเด็กหนุ่มที่เป็นการ์ดให้นักศึกษาแล้วถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหดโดยฝูงชนบ้าคลั่งในเช้าวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ กลับถูกเล่าในฐานะวรรณกรรม ในฐานะเรื่องเล่าโรแมนติกว่าด้วยการต่อสู้ของขบวนการนักศึกษา หนังตัดข้ามด้วยภาพนิ่งจากเหตุการณ์จริงกลับส่งเสริมให้มัน “ดูเหมือน” หลักฐานทางประวัติศาสตร์ซึ่งการเกิดขึ้นของมันถึงที่สุดไม่ได้เป็นข้อเท็จจริง หากเป็นส่วนเสริมให้ความเป็นเรื่องเล่าโรแมนติกนั้นเรืองรองมากขึ้นไปอีก

I

ในอีกทางหนึ่งเช่นกัน เรื่องรักของมอแกนและรอยจูบเปื้อนเม็ดทรายของหนุ่มมอแกนในฐานะวรรณกรรม (ตัดตอนจาก เด็กกำพร้าแห่งสรวงสวรรค์ โดย ภาณุ ตรัยเวช) ก็ถูกทาบทับตัดข้ามด้วยภาพจริงของแรงงานพม่าที่ต้องตามล่าบัตรประชาชนมาให้ตำรวจตรวจสอบ

การเลื่อนไหลไปจากความจริงของประวัติศาสตร์ 

(แม้ว่าต่อให้นี่ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ฉบับทางการแล้วก็ตาม) หรือการเลื่อนไหลไปสู่ประวัติศาสตร์ของเรื่องเล่า ได้แสดงภาพการบันทึกความจริงที่ไม่ใช่ความจริง ละความไม่จริงที่เกิดขึ้นจริงอย่างยอกย้อนเจ็บปวดที่สุด ในฉากสำคัญคือการบันทึกฟุตเตจภาพการประท้วงหน้าที่ทำการสหประชาชาติในเช้าวันขอคืนพื้นที่ (ประวัติศาสตร์) หรือการปราบผู้ชุมนุม (ความทรงจำ) ในฉากนั้นเราเห็นผู้คนกรีดร้องเมื่อรับฟังข่าวทางโทรศัพท์ว่าแกนนำยอมมอบตัวแล้ว ในขณะที่บางคนก็ได้ข่าวว่ารถถังเคลื่อนเข้ามาเหยียบคนแล้ว มีการฆ่าคนแล้ว แน่นอนว่าความจริงที่พวกเขาได้รับไม่ใช่ความจริงทั้งหมด ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่แท้ แต่ความรู้สึกเกรี้ยวกราดนั้นเป็นของจริงเสียยิ่งกว่าจริง ฟุตเตจนี้เองทำหน้าที่ทั้งสะท้อนความหวั่นไหวของผู้คนที่ถูกบันทึกอย่างชวนขนลุกขนพอง ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความยอกย้อนของความจริงอีกทอดหนึ่งด้วย

I

ด้วยวิธีการนี้ เราจึงเห็นเล่ห์กลยอกย้อนของเรื่องเล่าและประวัติศาสตร์ที่กระทำต่อมนุษย์ ชุดความจริงที่ถูกเขียนขึ้นใหม่ สิ่งใดถูกคัดให้เป็นประวัติศาสตร์ สิ่งใดถูกคัดออก สิ่งใดถูกกดทับ และสิ่งใดถูกทำให้หลงลืมไป ซึ่งหนังทำได้อย่างร้ายกาจล่อหลอก และ “ก่อการร้าย” ต่อความจริงได้อย่างรุนแรงสาหัสยิ่ง

ร่างกายของการก่อการร้าย

กลับมายังเรือนร่างอีกครั้ง กล่าวอย่างถึงที่สุด เรือนร่างและลำลึงค์จากตัวละครที่พาเหรดกันมาเปลือยกายถูกทารุณทำร้ายไปจนสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองต่อหน้ากล้อง ไม่ใช่ของแปลกใหม่ในภาพยนตร์ของธัญสก และแน่นอนมันมีจุดมุ่งหมายที่เลยพ้นจากความชอบส่วนตัวของผู้กำกับอยู่ไกลโข ที่ผ่านมาลึงค์และร่างเปลือยในหนังของธัญสกทำหน้าที่เป็นรูปแบบหนึ่งของการ “ก่อการร้าย” ด้วยการคุกคามต่อจารีตของภาพยนตร์ (ที่ไม่ใช่หนังโป๊) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อจารีตการจ้องมองของเพศชายซึ่งดูเหมือนจะเป็นจารีตหลักของการสร้างและชมภาพยนตร์ (ว่ากันว่าการสร้างและชมภาพยนตร์เป็นโลกที่อยู่ในสภาวะชายเป็นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการจ้องตัวละครเพศหญิงที่มักถูกหั่นอวัยวะเป็นชิ้นๆ มากกว่าภาพร่างกายเต็ม หรือภาพต้องห้ามของอวัยวะเพศบนจอที่มักจะกระอึกกระอักต่อลึงค์มากกว่าโยนี) ที่ไปไกลกว่านั้นในหนังเรื่องนี้ คือการนำการก่อการร้ายทางสุนทรียศาสตร์ภาพยนตร์มาซ้อนทับเข้ากับการก่อการร้ายทางการเมือง ตามรูปแบบของการถูกป้ายสีโดยรัฐให้ผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อการร้าย และรูปแบบการก่อการร้ายที่รัฐกล่าวอ้างนั้นที่แท้ไม่ใช่อะไรนอกจากการแสดงสิทธิสภาพเหนือร่างกายตนเอง นั่นก็เนื่องเพราะในสังคมจารีต เพียงแค่การตระหนักในสิทธิและความเท่าเทียมก็เป็นการก่อการร้ายต่อสังคมลำดับชั้นแข็งเกร็งแน่นหนาอย่างยิ่งแล้ว 

I

กล่าวโดยสรุป The Terrorists อาจไม่ใช่สิ่งใหม่สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับงานของ ธัญสก พันสิทธิวรกุล แต่นี่คือการก้าวพ้นจากขอบเขตของการเป็นหนังส่วนตัว (อย่างไรก็ดีตัวหนังก็ยังคงความเป็นส่วนตัวในฐานะบันทึกการเรียนรู้ทางการเมืองของตัวผู้กำกับ) หากสำหรับผู้ชมทั่วไป นี่เป็นหนังที่เกรี้ยวกราด รุนแรง และคุกคามก่อการร้ายต่อจริยธรรมอย่างยิ่ง เป็นที่แน่ชัดอยู่แล้วว่าหนังคงไม่ได้ออกฉายอย่างเป็นทางการ (ยกเว้นการฉายรอบเดียวในนิทรรศการ “ตรรกะสังสรรค์” ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา) หากการที่หนังได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลินและเทศกาลต่างๆ ทั่วโลก ทั้งยังได้รับการกล่าวขวัญถึงอย่างยิ่ง ก็เป็นการก่อการร้ายที่ส่งผลสะเทือนได้อีกครั้งหนึ่ง แม้หนทางที่แท้ต่อเสรีภาพในการแสดงออกนี้จะยังอยู่ห่างไกลก็ตาม

I

นิตยสารสารคดี
ปีที่ ๒๗ ฉบับที่ ๓๑๘  สิงหาคม ๒๕๕๔